28 August 2007

ฮึดอีกแบบล่าช้า

เนื่องด้วยปัญหา เมมโมรี่ที่อยู่ในกล้องนั้นเกิดพังขึ้นมา จึงไม่สามารถทำงานได้ทัน มันเลือกวันพังได้ดีจริงๆวันนี้ึังได้ฤกษ์ถอยอันใหม่แรงนรกแตกกว่าเดิม

จากคราวที่ได้พูดคุยกับอาจารย ได้ข้อสรุปให้ทำงานวิดีโ์อ ที่เป็นเดินถ่ายในสวนแล้วนำมาซ้อนกัน เพื่อให้เกิดอะไรบ้างอย่างขึ้นระหว่างจุดที่มันไขว้หรือตัดกัน

โดยที่ครั้งนี้ได้ทดลองเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอ การวางตำแหน่งจอ แบบใหม่ๆดูเพื่อดูว่าแบบไหนจะดีที่สุด

แบบที่1 พยายามทำรูปแบบเพื่อที่ให้คนดูเข้าใจได้ง่ายๆว่ามันมาจากวิดีโอ2อันน่ะ โดยเน้นตรงกลางภาพให้เป็นสีและด้านข้างทั้ง2เป็นขาว ดำ เพื่อให้สนใจตรงกลางนั้นมากกว่าด้านข้างว่าภายในนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง



แบบที่2 หลังจากที่ได้ถ่ายวิดีโอมาหลากหลายที่ภายในเวลาอันจำกัด เลยได้ลองเลือกอันที่น่าจะทำให้เกิดจุดตัดนั้นได้ทันทีที่ดู เพราะอาจารย์ได้บอกไว้ว่าให้เน้นตรงส่วนนี้ไปเลยจะดีกว่า ไม่ต้องมาเสียเวลาเดิน แล้วได้ลองเปลี่ยนรูปแบบการจัดวางอีกด้วย



แบบที่3 หลังจากที่ได้ทดลองทำอันที่2จึงมองเห็นถึงความเป็นกราฟฟิกที่เป็นในตัวงานมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะให้จากตัดกันหรือกันเกิดความโดดเด่นขึ้นมานั้น จึงได้ใช้effectเข้ามาช่วยเพื่อเน้นจุดเหล่านั้น ซึ่งก็สร้างความแปลกใหม่ได้พอควร(มั้ง)



แบบที่4 เป็นการเอาแบบที่3มาทำให้เห็นเด่นชัดขึ้นมาอีกที ด้วยการตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออก แล้วใช้สีแบ่งแยกวิดีโอทั้ง2แบบเห็นๆกันไปเลย ซึ่งพอลองทำแล้วมันเห็นได้ชัดเจนเลยว่ามันมีอะไรที่เกิดจากการไขว้กัน



บางวิดีโออาจจะไม่ละเอียด โทษ photobucket ครับเจ้านาย
ขอจบรายงานแต่เพียงเท่านี้คร๊าบ

20 August 2007

ฮึด อีกที

จากที่ทดลองหนังสือแล้วก็กลับมาทดลองกับวิดีโอบ้าง แต่ไม่ได้ทิ่งงานหนังสือน่ะ แค่คิดงานวิดีโอได้อีกเลยอยากลองทำดู ครั้งนี้เป็นวิดีโอที่ได้ไปถ่ายมาที่วังสราญรมณ์ โดยแบ่งออกมาแบ่ง2ช่วง2ฝั่ง ฝั่งซ้ายคือตอนที่ถ่ายช่วงเช้า ขาเข้าไปออก ฝั่งขวาถ่ายตอนเย็น ขาออกมาเข้า

การถ่ายโดยการเปลี่ยนจุดเริ่มต้นนั้นก็เพื่อให้เกิดการไขว้ของเส้นทาง ทั้งๆที่เราก็เดินถ่ายทางเดียวกัน แค่จุดเริ่มคนล่ะจุด ซึ่งก็เหมือนกับการเริ่มรอยรู ว่าเราจะเริ่มรูไหนก่อนก้ได้

เหตุผลที่เลือกถ่าย2ช่วงเวลา เพราะว่าเอาตามหลักของเชือกผูกรองเท้าที่มี เชือกเส้นเดียว แต่เมื่อรอยผ่านรูเริ่มต้นทั้งสองมันจะถูกแบ่งแยกทันทีว่าเป็นฝั่งซ้ายหรือขวา

แล้วไอ้ตรงกลางล่ะคืออะไร ตรงกลางก็คือ เมื่อเชือกถูกรอยผ่านรูแล้วมันก็กลับมาโคจรหากันอีกจนทำให้เกิดรูปกากบาท ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ผมได้นำวิดีโอมาลองซ้อนทับกันหลายๆเลเยอร์ เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ตัวอย่างข้างล่างโลด



ไฟล์อาจดูหยาบไปมากนิดนึง แต่ก็น่าจะเห็นรูปร่างที่อธิบายได้บ้างมั้ง งั้นโทษphotobucket ที่ให้อัพโหลดได้แค่นี้

18 August 2007

อีก 1 กับการพัฒนาสื่อของประเทศไทย

นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กกช.) กล่าวว่า
ที่ประชุม กกช.เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การโฆษณาที่มีผลต่อเด็กและเยาวชน
โดยจะออกประกาศหลักเกณฑ์การโฆษณาที่มีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนใน 2 มาตราการหลัก ดังนี้
มาตรการที่ 1 การกำหนดระยะเวลาและความถี่ในการออกอากาศ ให้รายการสำหรับเด็ก 1 ชั่วโมง มีโฆษณาได้ไม่เกิน 12 นาที แบ่งเป็นโฆษณาไม่เกิน 10 นาที

และส่งเสริมการบริโภคที่ถูกต้องทางวิชาการให้เด็กอย่างน้อย 2 นาที ซึ่งต้องนับรวมเวลาที่ใช้ในการโฆษณาแฝงเป็นเวลาโฆษณาด้วย


"การโฆษณาในรายการสำหรับเด็ก ห้ามมีข้อความทางการค้าเดียวกันหรือต่างกันของสินค้าชนิดเดียวกันออกอากาศเกิน

4 ครั้งต่อหนึ่งชั่วโมง และต้องไม่เกิน 2 ครั้งต่อครึ่งชั่วโมง"


มาตรการที่ 2 การให้ข้อเท็จจริงและป้องกันการจูงใจเด็กให้บริโภคใน 4 ข้อคือ


1. งดการโฆษณาส่งเสริมการขายโดยใช้ของเล่นของแถมของแจก ของแลกซื้อ การชิงรางวัล และการเล่นเกม


2. งดการใช้หุ่น ตัวการ์ตูน บุคคลและตัวละครที่เด็กรู้จักเป็นอย่างดี
หรืออยู่ในรายการสำหรับเด็กมาโฆษณาสินค้าบริการหรือของแถม รวมทั้งห้ามจับ ถือ หรือบริโภค


3. การโฆษณาต้องไม่มีเนื้อหาเชิญชวนให้เด็กบริโภคจนเกินขอบเขต ไม่นำเสนอข้อความ เสียง ภาพถ่าย
หรือรูปภาพของสินค้าและบริการใดๆ ที่เกินจริง เช่น คุณประโยชน์ ความเร็ว ขนาด สี ความทนทาน เป็นต้น


4. คำเตือนใดๆ ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดให้มีในฉลาก จะต้องปรากฏในโฆษณาเช่นกัน ทั้งนี้ ข้อกำหนดดังกล่าวจะต้องปฏิบัติใน "รายการสำหรับเด็ก"


ที่มีความหมายรวมถึงรายการประเภท ป ด และ ท ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก เช่น การ์ตูน หุ่นยนต์ด้วย ซึ่งจะออกเป็นประกาศการโฆษณาและบริการที่มีผลกระทบต่อเด็กโดยกรมประชาสัมพันธ์ และมีผลบังคับใช้ 3 เดือน หลังจากออกประกาศ เพื่อให้เวลาผู้ผลิตได้ศึกษาข้อปฏิบัติ

ให้เลิกขายไปเลยมั๊ยล่ะ

17 August 2007

ฮึึด ม๊อคอัพ

.............ซักครู่

ในที่สุดก็ทำเสร็จแล้ว ม๊อคอัพแนวพอเพียง

มาดูรายละเอียดก่อนเลย

ทดลองทำหนังสือ โดยใช้หลักการไขว้ไปมาของเชือกผูกรองเท้า ตัวหนังสือจะเป็นเล่มเดียวกัน เนื้อหาในเล่มนั้นจะถูกแบ่งออกมาเป็น 2 ฝั่งแบ่งเป็นสีให้ดูกันก่อน เหมือนกับการเริ่มผูกเชือก ว่าจะเริ่มที่หูรองเท้าฝั่งไหนก่อน

แต่ตอนนี้ยังตัดสินไม่ได้ว่าจะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร แต่คิดเอาไว้ว่า น่าจะเป็น นิทาน,เรื่องสั้น,กราฟฟิก เป็นต้น

โดยสามารถเลือกได้ว่าจะเริ่มอ่านด้านไหนก่อนก็ได้ ซึ่งเนื้อหานั้นมันก็จะเกิดอะไรใหม่ๆขึ้นมาจากการที่พลิกไปแต่ล่ะหน้า สับไปสับมา อ่านหน้านั้นบ้าง ไม่อ่านบ้าง คล้ายการแรนดอม ซึ่งมันก็เหมือนกับการรอยเชือกรองเท้าที่มีอยู่หลายแบบ ต่างกันแค่การเปลี่ยนรูรอยที่ทำให้เกิดรูปแบบใหม่ๆ ตามที่กล่าวมา


ฮึดอีก

หลังจากที่ลองทำเป็นหนังแล้ว เลยอยากจะทดลองทำอีกสื่อบ้าง ว่าแบบไหนจะสื่อออกมาได้ดีกว่า
ที่คิดไว้คร้าวๆ ก็คือเป็นหนังสือที่ เนื้อหาภายในนั้นไขว้ไปมา ก้จะทำให้เกิด สิ่งใหม่ๆขึ้นระหว่างกลาง ซึ่งก็เหมือนกับกับเชือที่ไขว้ไปมาทำให้เกิดรูปกากบาท ประมาณนั้น

ลองมาดูเสก็ตกันก่อน











ไม่ใช่และ!!!!

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket
ที่คิดไว้ก็มีอยู่2แบบ คือแบบเย็บเล่มธรรมดา กับ แบบแผ่นพับ ซึ่งต้องลองทำม็อคอัพดูก่อน

บ่น2

FROM FWD MAIL

Do you know the meaning of


ABCDEFG

A Boy Can Do Everything For Girl.

reverse the meaning

GFEDCBA

Girls Forgot Everything Done & Catch a new Boy Again.

That's suck

16 August 2007

ฮึดดดดด 1

หลังจากดิ้นรนจนดับดิ้นมาหลายครั้งหลายหน ทั้งๆที่ระบบsqมันผ่านตั้งนานแล้วแต่ก็ทำอะไรไปก็ไม่รุ๊......
จึงกลับมาตายรังและได้ทดลองทำงาน เป็นการตัดต่อหนัง เรื่อง SAW ธรรมดาของหนังสืบสวน หรือ ฆาตกรรม โดยทั่วไปมักจะมีรูปแบบตามนี้

ปมของเรื่อง --->ดำเนินเรื่อง--->สรุป

ซึ่งผมได้มองกลับกันตามหลักของการผูกเชือกรองเท้าก็จะได้ดังนี้

เฉลย--->ดำเนินเรื่อง--->ทิ้งปม

โดยมีที่มามาจาก
- เฉลย คือ การคลี่คลาย เพราะในเมื่อเรารู้แล้วว่าฆาตกรคือใคร เราจึงรู้สึกผ่อนคลาย เปรียบได้กับการเริ่มผูกเชือกรองเท้า ที่ยังผูกไม่แน่น
- ดำเนินเรื่อง คือ การนำเรื่องราวทั้งหมดนำมาเรียงใหม่ เหมือนการเริ่มรอยเชือกทีล่ะรู เพื่อให้เรื่องราวแน่นขึ้นทำให้เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ2คนนี้มาก่อน
- ทิ้งปม คือ คล้ายกับการกลับมาเล่าเรื่องเริ่มต้นอีกครั้ง เพื่อทำให้เกิดความรู้สึกว่า มันยังไม่จบจริงๆ
ในตัวอย่างจะมีเสียงคนร้อง ซึ่งบอกเป็นนัยๆว่า สรุปมันตายรึป่าวเนี่ยยย

ลองดูตัวอย่างกันเลยยย

บ่น

ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น
ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น
ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น
ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น
ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น
ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น
ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น

06 August 2007

ดั้นด้น3

ต่อไปเป็นการทดลองอีกชิ้น ที่ใช้โครงสร้างที่ได้มาทดลองทำ โดยหาจากสิ่งรอบตัวที่หน้าสนใจ โดยได้เลือกเรื่อง เยาวราช กับ พารุหัด นี้ ถ้านึกถึงเยาวราช ก็ต้องนึกถึง คนจีน ถ้าเป็นพาหุรัดก็ต้องนึกถึง คนอินเดีย โดยใช้ข้อมูล ต่างๆทั้ง โดยโฟกัสไปที่ความเหมือนกันนั้นคือแหล่งขายของ คนมีความขยัน อดทน แต่มีอารยะธรรมที่ต่างกัน จึงเกิดความสนใจว่าถ้ารวมกัน โดยอธิบายเป็นภาพ กราฟฟิก ที่สื่อถึงองค์ประกอบที่เด่นของ2สิ่งจะเป็นอย่างไร

ประมาณเห็นแล้วอุทานว่า เอ๊ย..คนจีนนี้เอ๊ะมีแขกด้วย อ๊ะอยู่ในไทยชัวร์

โดยเริ่มจาก

-องค์ประกอบร่างกาย
-การแต่งกาย
-ท่าทาง
-ภาษา
-ศาสนา
-การดำรงชีวิต

เป็นต้น


ซึ่งทั้ง2สิ่งเหล่านี้(คนจีน,คนอินเดีย) นั้นได้มีถิ่นฐานอยู่ที่ ประเทศไทย จึงได้นำคำว่าไทยเข้ามาเป็นตัวเชื่อมระหว่าง องค์ประกอบทั้งหลายของคนจีนและคนอินเดีย โดยมาเป็นโครงนี้
(ไทย(คนจีน)+(คนอินเดีย)) = ????????
ซึ่งเมื่อนำมารวมกัน ตามหลักโครงสร้างที่ได้มาจะกลายเป็นอะไรได้บ้าง

- ภาษาหรือสำเนียงการพูดที่ถูกรวม เช่น ภาษาไทยสำเนียงจีน+ภาษาไทยสำเนียงอินเดีย (สำเนียงจีน ส่วนใหญ่จะออกเสียงเป็นแม่ กง เช่น กิงข้าว) (สำเนียงอินเดียจะออกเสียงไปทางตัวควบกลำ้มากกว่า นั้นคือตัว ล )

ดั้นด้น2

จากที่บอกไปแล้วว่า โครงสร้างนี้คือโครงสร้างที่เกิดจากการรวมของสิ่งที่ตรงกันข้ามแล้วทำให้เกิดการดำเนินไป
จึงได้นึกถึงสิ่งที่มีความตรงกันข้ามแต่แบบว่าต้องอยู่ร่วมกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน และอีกหกลายปัจจัย อะไรประมาณนี้ก็เลยลอง หาสิ่งที่ตรงข้ามเท่าที่นึกได้มาก่อนว่ามีอะไรบ้าง เช่น

- ผู้ชาย ผู้หญิง
-คน สัตว์
-เชื้อชาติ
-หยิน หยาง
-ทหาร ตำรวจ
-เขียว แดง
เป็นต้น

ซึ่งพอได้หาไปเรื่อยๆจึงได้ไปพบกับ วงจรชีวิตที่ สิ่งมีชีวิตมีความแตกต่างกัน จึงลองทำภาพออกมา เพื่ออธิบายให้เห็นชัดขึ้น ยกตัวอย่าง ห่วงโซ่อาหาร ภาพตัวอย่างเฉยๆ


จากภาพ หนอน นก กระต่าย หอยทาก เป็นผู้บริโภคอันดับ 1 แมลง นก สุนัข เหยี่ยว เป็นผู้บริโภคอันดับ 2 นกเป็นทั้งผู้บริโภคอันดับ 1 และ 2 เหยี่ยว สุนัข เป็น ผู้บริโภคอันดับสุดท้าย

จึงได้ลองนำิ่งที่ตรงข้ามกันมาใช้นั้นคือ ลำดัับผู้บริโภค จึงซุ่มสัตว์ออกมาเป็นคู่ๆ เพื่อนำมารวมกัน
เช่น หนอน <--> นก จากข้อมูลที่ได้มายังน้อยไปจึงได้เพิ่มเติมเขามาเพื่อเห็นรูปแบบได้มากขึ้น
โดยเลือกตามหลักห่วงโซ่อาหาร

นก (1a)<--> หนอน(1b)
งู (2b)<--> เหยี่ยว (2a)
สิงโต (3a)<--> คน (3b)

สิ่งที่เกิดตรงกลาง เป็นรวมของสิ่งมีชีวิต 2สายพันธ์ที่อยู่ตรงข้ามห่วงโซ่ เกิดกลายเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่

จากที่แสดงให้เห็นพอจะเป็นแนวทางในการดำเนินงานบ้าง โดยใช้หลักการนี้

คิดต่อ..........

ดั้นด้น

จากการที่ทดลองการเขียนโครงสร้างที่ทำให้ดูไปทำให้เห็นชัดขึ้นมาในสิ่งที่ต้องการอธิบายถึง
การรวมที่ก่อให้เกิดซีเค้น โดยดูได้จากภาพตัวอย่างในหัวข้อที่ผ่านมา จะเห็นว่า ตัวเลขการเคลื่อนที่ของ2เซ็ทนั้นเหมือนกัน แต่แค่เปลี่ยนฝั่งเท่านั้นเอง จากรูปเป็นการแสดงให้เห็นถึงการจับคู่กันของของ2ฝั่ง หลังจากที่ทำแล้วสังเกตูเห็นว่าของ2ฝั่งนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ตรงกันข้าม แล้วเกิดการเชื่อมกันระหว่างกลางไปเรื่อยๆโดยที่การต่อกันไปของมันจะเกิดผลลัพทืขึ้นตรงกลางระหว่างของ2สิ่งที่ผมได้ถอดออกมาอีกที พูดกันง่ายๆ

คือโครงสร้างที่เกิดจากการรวมของสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามแล้วทำให้เกิดการดำเนินไป


โดยจะเน้นไปที่ผลลัพท์ระหว่างของ2สิ่ง แต่ว่าก็ไม่ได้ทิ้งมันไปเสียทีเดียว แค่ให้มีกลิ่นอาย อารมณ์ หรือลักษณะอะไรแฝงอยู่

05 August 2007

อีกครั้งนึง.....

จากการที่ล้มแล้วก็ล้มยังไม่ลุกคลุกคลานมาแสนนานๆๆๆกับไอ้ซีเค้นอันนี้จากคราวที่แล้วที่พยายามหา
เรื่องราวมาใส่แล้วใช้เชือก
มารอยหนังสือเห็นกันจะจะ ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ นั้นคือ ต้องดิ้้นรนครั้งสุดท้าย จึงได้มาพิจารณารวมกันการคุยกะเพื่อนๆ เพื่อให้หลุดจากการคิดแบบเดิมๆ เลยได้ความว่า....
เมื่อผมมองจากรองเท้าที่อยู่นั้น ได้เห็นรูผูกเชือกรองเท้านั้นมีความเหมือนกันแต่ถูกแบ่งออกมาเป็น 2 ฝั่ง
เท่านั้นเอง ซึ่งผมได้แบ่งเป็น2เซ็ท โดยที่ระหว่าง2เซ็ทนี้นั้นเหตุการณ์หรืออะไรบางอย่างที่มีการเชื่อมต่อของ 2 set นี้


ถ้าจะให้เห็นภาพเลยได้ลองแยกระบบการเดินทางของเชือกที่มีผลกับเซ็ททั้ง2 โดยใช้การผูกเชือกแบบเบสิก ธรรมดาๆของคนทั่วไป
ต่อไปนี้คือการผูกแบบธรรมดา(ตัวเลขสีดำคือ รูร้อยรองเท้า)


นี้เป็นภาพรวมการแยก โดยดูเลขของรู2ฝั่ง ดูว่ารอยไปรูนั้นๆได้อะเกิดอะไร(กราฟฟิก)ขึ้น


แยกออกมาอีกทีจะเห็นถึงการที่มี ส่วนนึงของ SET A ได้เข้ามาอยู่ในส่วนของ SET B โดยจะเห็นได้ดังภาพ(ตัวเลขที่เป็นสีนั้น คือ ลำดับการเคลื่อนทีของเชือก จากรูหนึ่งไปรูหนึ่่ง สีแดง คือ SET สีเขียว SET B)ซึ่งจากที่เห็นนั้นระหว่าง 2เซ็ท มีกราฟฟิกทะแยง การไขว้ไปมา เกิดขึ้น
SET A 1a 2b 3a 4b 5a 6b ส่วนSET B ก็จะเป็นไปในทางตรงกันข้าม

จึงสงสัยว่าถ้าร้อยด้วยวิธีอื่น จะมีอะไรเกิดขึ้น(กราฟฟิก)ระหว่าง2เซ็ท โดยมีตัวอย่างให้ดู 2แบบ








จากการที่ได้ทำ ทำให้รู้ว่า ถึงแม้ว่ารูรองเท้าเหมือนกันแต่ถูกแยกออกมาเป็น2เซ็ท หากเราเปลี่ยนลำดับวิธีการรอย ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตรงกลางระหว่าง 2เซ็ท นั้นเอง.....เดี่ยวมาต่ออีกที