26 November 2007

บทกลอนของเด็กแอฟริกาที่ได้รับรางวัลจากUN

When I born, I black : เมื่อผมเกิด ผมผิวดำ
When I grow up, I black : เมื่อผมโตขึ้น ผมก็ยังผิวดำอยู่
When I go in Sun, I black : เมื่อผมอยู่ใต้แสงแดด ผมก็คงยังผิวดำ

When I scared, I black : เมื่อผมกลัว ผมก็ผิวดำ
When I sick, I black : เมื่อผมป่วย ผมก็ยังผิวดำ
And when I die, I still black : และเมื่อผมตาย ผมก็ยังคงผิวดำ

And you white fellow : และคุณ…เพื่อนมนุษย์ผิวขาว
When you born, you pink : เมื่อแรกเกิด คุณมีผิวสีชมพู
When you grow up, you white : เมื่อคุณโตขึ้น คุณมีผิวสีขาว

When you go in sun, you red : เมื่อคุณอยู่ใต้แสงแดด คุณมีผิวสีแดง
When you cold, you blue : เมื่อคุณหนาว คุณมีผิวสีน้ำเงิน
When you scared, you yellow : เมื่อคุณกลัว คุณมีผิวสีเหลือง

When you sick, you green : เมื่อคุณป่วย คุณมีผิวสีเขียว
And when you die, you grey : เมื่อคุณตาย คุณมีผิวสีเทา
And you calling me colored?? : และคุณเรียกผมว่า คนผิวสี??

ซึ้ง....

12 October 2007

อัพใหม่แบบชัดกว่าเดิม


Online Videos by Veoh.com

REAL FINAL

หลังจากที่ได้ส่งงานจริงในห้องไปแล้ว ก็ได้รับคำทั้งติทั้งชม จึงได้หันมาจัดการกับสิ่งที่ดูยังขัดๆและเกินๆในงานชิ้นเก่า โดยแก้เรื่องช่วงเวลาการนำเสนอคลิป เรื่องฟอนต์ effectต่างๆ และตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้สมบรณ์พูนสุขยิ่งขึ้น

ชมกันเลยยย

Optionเสริม COVER

Optionเสริมโปสเตอร์

ก็เล่นกันซื่อๆเอามาจากตัวเมนูเลย ปรับเปลี่ยนนิดหน่อยให้เข้ากับงาน
โปสเตอร์
แบบเก่า


แบบใหม่ แก้ฟอนต์เฉยๆ

11 October 2007

Optionเสริม

เนื่องจากงานชิ้นนี้อาจารย์ได้สั่งไว้ว่าให้ทำเป็นแผ่นดีวีดี จึงคิดว่ามันต้องทำหน้าเมนูดีวีดีด้วย เลยได้ลองทำออกมาตามsequenceอีกเช่นเคย ซ้อนๆทับๆ ตรงconcept



ภายในแผ่นจะมีตัวงานแล้ว กับคลิปที่เคยทำมาทั้งหมด.....

ในที่สุดกับCOM5

หลังจากที่พยายามดั้นด้นถอยหลังเขยิบหน้ามาหลายครั้งหลายครากับงานชิ้นนี้ ในที่สุดมันก็สำเร็จเป็นชิ้นงานไฟนอลแล้ววววววว
ขอกล่าวถึงคอนเซปของงานชิ้นนี้อีกครั้ง

งานนี้เป็นงานที่ได้มาจากsequenceของเชือกผูกรองเท้า ซึ่งการผูกเชือกรองเท้านั้นมันก็มีการไขว้ไปมาของเชือกรองเท้าที่เป็นเชือกเส้นเดียวกันแต่แค่มันอยู่กันคนล่ะฝั่งการไขว้ของมันนั้นทำให้เกิดสิ่งหนึ่งขึ้นมาตรงกลางนั้นก็คือรูปกากบาท ผมจึงนำสิ่งที่เกิดขึ้นจากsequenceนี้มาใช้กับงาน โดยที่ผมได้แทนเชือกเป็น สถานที่เดียวกันแต่ถ่ายต่างเวลา หรือ ของสิ่งเดียวที่ถ่ายอยู่คนล่ะฝั่ง เป็นต้นแล้วนำมาวางทับซ้อนแล้วทำให้ไขว้และประสานกันเพื่อดูสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างมัน เพื่อที่จะอธิบายระบบsequenceได้อีกรูปแบบหนึ่ง

เรามาลองชมกันเลยยยยยย



ภายในตัวงานก็จะมีคลิปงานที่เคยเสนอไปในกระทู้ก่อนๆที่ถูกปรุงแต่งจนออกมาเป็นงานไฟนอลร่วมกับคลิปใหม่ๆและเพลงที่ถูกแก้ไขอีกนิดหน่อย

21 September 2007

66สินค้าสุดครีเอท จากญี่ปุ่น








บางอันก็ง่ายๆแต่วิธีการคิดเจ๋งดี
เผื่อจะนำมาเป็นไอเดียได้บ้าง

ลอกประโยคขโมย(ยืม)ภาพจากเวบ http://adverblog.exteen.com/ จ่ะ

18 September 2007

ลองเล่นๆ

ลองเอางานฟอนต์ชิ้นแรกมาใส่effectเพิ่มเติมอีกที เผื่อดูดีขึ้นมาอีกหน่อย

อีกอัน

17 September 2007

FONT MOTION

หลังจากที่ได้ส่งซาวด์ไปแล้วพบว่าอาจารย์ถูกที่ขั้น normal+reverseเพราะแค่ขั้นนี้มันมีสมเหตุสมผลตรงกับsqของเราแล้ว ซึ่งมันก็จริงในจุดนี้ ส่วนงานวีดิโอนั้นหลังจากที่ทดลองใส่เพลงลงไปก็ดูเข้ากันกับคลิปบ้างคลิป ซึ่งตรงนี้ผมก็ต้องหาใหม่เพิ่มเติม และ ยังได้รับคำแนะนำให้ไปลองกับงานฟอนต์ดู ซึ่งผมก็ได้ทดลองงานมา2ชิ้น

ชิ้นแรก ถ่ายจากหนังสือ จากหัวไปท้าย และ กลับมา ท้ายไปหัว หลังจากลองนำมาทำ ก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของฟอนต์ที่ดูแปลกตา


*ชิ้นที่สอง เป็นการถ่ายจากฟอนต์ตัววิ่งในโทรทัศน์ที่เป็นข่าวเหตุการณ์เครื่องบิน12goชน โดยที่เนื้อหาที่ถ่ายไว้ จะเป็นเนื้อหาเดียวกัน แต่ต่างแค่ภาษา ไทย กับ อังกฤษ นั้นเอง


*งานชิ้นก่อนๆนั้นคนดูอาจจะยังไม่เข้าใจว่ามันมาจากไหน ดังนั้นจึงต้องมีคลิปภาพที่ยังไม่ได้ถูกทำมาเล่นให้ดูก่อน โดยแต่ล่ะคลิปนั้นก้ต้องนำเสนอไม่เหมือนกันและต้องเข้ากันกับคลิปนั้นๆ ก็เลยเริ่มทดลองจากงานชิ้นที่สองนี้เอง

03 September 2007

A Sound of Sequence

งานนี้เป็นงานทดลองทำซาวด์กึ่งเอาจิง เพื่อที่จะนำมาประกอบกับงานวิดีโอที่ได้ทำมาก่อนหน้านั้น โดยอาศัยหลักการของsqเชือกผูกรองเท้ามาทำเป็นซาวด์ โดยแตกยอดออกมาจากหลักที่ทำใน
งานวิดีโอ ที่ถ่ายย้อนไม่มาแล้วนำมาซ้อนทับเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ระหว่างกลาง

ขั้นแรกนั้นผมได้ทดลองมั่วๆในการสร้างเสียงขึ้นมาชุดนึง โดยconceptของเสียงชุดนี้คือต้องการให้สื่อถึงความรวดเร็วเพื่อให้เข้ากันกับงานวิดีโอที่ได้
ทำมาก่อนโดยมีไลท์กลองที่ทำขึ้นเพื่อที่จะเป็นตัวคุมเสียงหลัก (ในส่วนนี้จะยังไม่มีเสียงกลอง)





ต่อมาผมได้นำซาวด์ในขั้นแรกมาreverseกลับเพื่อไว้นำมาซ้อนทับเพื่อให้เกิดเสียง
ที่ซ้อนและตัดกัน

ซาวด์ที่reverse





ซาวด์ที่นำมารวมกัน Normal+Reverse จะสังเกตได้ว่าเสียงมีการไขว้เขว้ซ้อนทับกันและรู้สึกว่ามันยังเป็น
ซาวด์อันเดียวกันอยู่ด้วย





ขั้นสุดท้าย คือการทำให้ซาวด์ตัวนี้ดูเด่นชัด คือการใส่ไลท์กลองดังที่กล่าวไว้ข้างต้น เพื่อเป็นตัวคุมจังหวะ ถ้าเปรียบตัวนี้เป็นอะไรในงานsq มันก็เหมือนกับเป็นถนนหลักที่ผมเดินถ่าย แล้ว มีเสียงซาวด์ที่ร่วมกัน
อันแรกเหมือนกับ ภาพคนที่เดิน ป้ายตามทาง เสาไป อื่นๆไขว้เขว้ไปมา ในงานวีดิโอ





Final Work





โหลดนานๆๆๆๆๆๆมากหน่อยน่ะ web browser บางตัวอาจจะฟังเพลงไม่ได้
คราวนี้โทษ Microsoft ล่ะกัน

*********

28 August 2007

ฮึดอีกแบบล่าช้า

เนื่องด้วยปัญหา เมมโมรี่ที่อยู่ในกล้องนั้นเกิดพังขึ้นมา จึงไม่สามารถทำงานได้ทัน มันเลือกวันพังได้ดีจริงๆวันนี้ึังได้ฤกษ์ถอยอันใหม่แรงนรกแตกกว่าเดิม

จากคราวที่ได้พูดคุยกับอาจารย ได้ข้อสรุปให้ทำงานวิดีโ์อ ที่เป็นเดินถ่ายในสวนแล้วนำมาซ้อนกัน เพื่อให้เกิดอะไรบ้างอย่างขึ้นระหว่างจุดที่มันไขว้หรือตัดกัน

โดยที่ครั้งนี้ได้ทดลองเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอ การวางตำแหน่งจอ แบบใหม่ๆดูเพื่อดูว่าแบบไหนจะดีที่สุด

แบบที่1 พยายามทำรูปแบบเพื่อที่ให้คนดูเข้าใจได้ง่ายๆว่ามันมาจากวิดีโอ2อันน่ะ โดยเน้นตรงกลางภาพให้เป็นสีและด้านข้างทั้ง2เป็นขาว ดำ เพื่อให้สนใจตรงกลางนั้นมากกว่าด้านข้างว่าภายในนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง



แบบที่2 หลังจากที่ได้ถ่ายวิดีโอมาหลากหลายที่ภายในเวลาอันจำกัด เลยได้ลองเลือกอันที่น่าจะทำให้เกิดจุดตัดนั้นได้ทันทีที่ดู เพราะอาจารย์ได้บอกไว้ว่าให้เน้นตรงส่วนนี้ไปเลยจะดีกว่า ไม่ต้องมาเสียเวลาเดิน แล้วได้ลองเปลี่ยนรูปแบบการจัดวางอีกด้วย



แบบที่3 หลังจากที่ได้ทดลองทำอันที่2จึงมองเห็นถึงความเป็นกราฟฟิกที่เป็นในตัวงานมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะให้จากตัดกันหรือกันเกิดความโดดเด่นขึ้นมานั้น จึงได้ใช้effectเข้ามาช่วยเพื่อเน้นจุดเหล่านั้น ซึ่งก็สร้างความแปลกใหม่ได้พอควร(มั้ง)



แบบที่4 เป็นการเอาแบบที่3มาทำให้เห็นเด่นชัดขึ้นมาอีกที ด้วยการตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออก แล้วใช้สีแบ่งแยกวิดีโอทั้ง2แบบเห็นๆกันไปเลย ซึ่งพอลองทำแล้วมันเห็นได้ชัดเจนเลยว่ามันมีอะไรที่เกิดจากการไขว้กัน



บางวิดีโออาจจะไม่ละเอียด โทษ photobucket ครับเจ้านาย
ขอจบรายงานแต่เพียงเท่านี้คร๊าบ

20 August 2007

ฮึด อีกที

จากที่ทดลองหนังสือแล้วก็กลับมาทดลองกับวิดีโอบ้าง แต่ไม่ได้ทิ่งงานหนังสือน่ะ แค่คิดงานวิดีโอได้อีกเลยอยากลองทำดู ครั้งนี้เป็นวิดีโอที่ได้ไปถ่ายมาที่วังสราญรมณ์ โดยแบ่งออกมาแบ่ง2ช่วง2ฝั่ง ฝั่งซ้ายคือตอนที่ถ่ายช่วงเช้า ขาเข้าไปออก ฝั่งขวาถ่ายตอนเย็น ขาออกมาเข้า

การถ่ายโดยการเปลี่ยนจุดเริ่มต้นนั้นก็เพื่อให้เกิดการไขว้ของเส้นทาง ทั้งๆที่เราก็เดินถ่ายทางเดียวกัน แค่จุดเริ่มคนล่ะจุด ซึ่งก็เหมือนกับการเริ่มรอยรู ว่าเราจะเริ่มรูไหนก่อนก้ได้

เหตุผลที่เลือกถ่าย2ช่วงเวลา เพราะว่าเอาตามหลักของเชือกผูกรองเท้าที่มี เชือกเส้นเดียว แต่เมื่อรอยผ่านรูเริ่มต้นทั้งสองมันจะถูกแบ่งแยกทันทีว่าเป็นฝั่งซ้ายหรือขวา

แล้วไอ้ตรงกลางล่ะคืออะไร ตรงกลางก็คือ เมื่อเชือกถูกรอยผ่านรูแล้วมันก็กลับมาโคจรหากันอีกจนทำให้เกิดรูปกากบาท ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ผมได้นำวิดีโอมาลองซ้อนทับกันหลายๆเลเยอร์ เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ตัวอย่างข้างล่างโลด



ไฟล์อาจดูหยาบไปมากนิดนึง แต่ก็น่าจะเห็นรูปร่างที่อธิบายได้บ้างมั้ง งั้นโทษphotobucket ที่ให้อัพโหลดได้แค่นี้

18 August 2007

อีก 1 กับการพัฒนาสื่อของประเทศไทย

นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กกช.) กล่าวว่า
ที่ประชุม กกช.เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การโฆษณาที่มีผลต่อเด็กและเยาวชน
โดยจะออกประกาศหลักเกณฑ์การโฆษณาที่มีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนใน 2 มาตราการหลัก ดังนี้
มาตรการที่ 1 การกำหนดระยะเวลาและความถี่ในการออกอากาศ ให้รายการสำหรับเด็ก 1 ชั่วโมง มีโฆษณาได้ไม่เกิน 12 นาที แบ่งเป็นโฆษณาไม่เกิน 10 นาที

และส่งเสริมการบริโภคที่ถูกต้องทางวิชาการให้เด็กอย่างน้อย 2 นาที ซึ่งต้องนับรวมเวลาที่ใช้ในการโฆษณาแฝงเป็นเวลาโฆษณาด้วย


"การโฆษณาในรายการสำหรับเด็ก ห้ามมีข้อความทางการค้าเดียวกันหรือต่างกันของสินค้าชนิดเดียวกันออกอากาศเกิน

4 ครั้งต่อหนึ่งชั่วโมง และต้องไม่เกิน 2 ครั้งต่อครึ่งชั่วโมง"


มาตรการที่ 2 การให้ข้อเท็จจริงและป้องกันการจูงใจเด็กให้บริโภคใน 4 ข้อคือ


1. งดการโฆษณาส่งเสริมการขายโดยใช้ของเล่นของแถมของแจก ของแลกซื้อ การชิงรางวัล และการเล่นเกม


2. งดการใช้หุ่น ตัวการ์ตูน บุคคลและตัวละครที่เด็กรู้จักเป็นอย่างดี
หรืออยู่ในรายการสำหรับเด็กมาโฆษณาสินค้าบริการหรือของแถม รวมทั้งห้ามจับ ถือ หรือบริโภค


3. การโฆษณาต้องไม่มีเนื้อหาเชิญชวนให้เด็กบริโภคจนเกินขอบเขต ไม่นำเสนอข้อความ เสียง ภาพถ่าย
หรือรูปภาพของสินค้าและบริการใดๆ ที่เกินจริง เช่น คุณประโยชน์ ความเร็ว ขนาด สี ความทนทาน เป็นต้น


4. คำเตือนใดๆ ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดให้มีในฉลาก จะต้องปรากฏในโฆษณาเช่นกัน ทั้งนี้ ข้อกำหนดดังกล่าวจะต้องปฏิบัติใน "รายการสำหรับเด็ก"


ที่มีความหมายรวมถึงรายการประเภท ป ด และ ท ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก เช่น การ์ตูน หุ่นยนต์ด้วย ซึ่งจะออกเป็นประกาศการโฆษณาและบริการที่มีผลกระทบต่อเด็กโดยกรมประชาสัมพันธ์ และมีผลบังคับใช้ 3 เดือน หลังจากออกประกาศ เพื่อให้เวลาผู้ผลิตได้ศึกษาข้อปฏิบัติ

ให้เลิกขายไปเลยมั๊ยล่ะ

17 August 2007

ฮึึด ม๊อคอัพ

.............ซักครู่

ในที่สุดก็ทำเสร็จแล้ว ม๊อคอัพแนวพอเพียง

มาดูรายละเอียดก่อนเลย

ทดลองทำหนังสือ โดยใช้หลักการไขว้ไปมาของเชือกผูกรองเท้า ตัวหนังสือจะเป็นเล่มเดียวกัน เนื้อหาในเล่มนั้นจะถูกแบ่งออกมาเป็น 2 ฝั่งแบ่งเป็นสีให้ดูกันก่อน เหมือนกับการเริ่มผูกเชือก ว่าจะเริ่มที่หูรองเท้าฝั่งไหนก่อน

แต่ตอนนี้ยังตัดสินไม่ได้ว่าจะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร แต่คิดเอาไว้ว่า น่าจะเป็น นิทาน,เรื่องสั้น,กราฟฟิก เป็นต้น

โดยสามารถเลือกได้ว่าจะเริ่มอ่านด้านไหนก่อนก็ได้ ซึ่งเนื้อหานั้นมันก็จะเกิดอะไรใหม่ๆขึ้นมาจากการที่พลิกไปแต่ล่ะหน้า สับไปสับมา อ่านหน้านั้นบ้าง ไม่อ่านบ้าง คล้ายการแรนดอม ซึ่งมันก็เหมือนกับการรอยเชือกรองเท้าที่มีอยู่หลายแบบ ต่างกันแค่การเปลี่ยนรูรอยที่ทำให้เกิดรูปแบบใหม่ๆ ตามที่กล่าวมา


ฮึดอีก

หลังจากที่ลองทำเป็นหนังแล้ว เลยอยากจะทดลองทำอีกสื่อบ้าง ว่าแบบไหนจะสื่อออกมาได้ดีกว่า
ที่คิดไว้คร้าวๆ ก็คือเป็นหนังสือที่ เนื้อหาภายในนั้นไขว้ไปมา ก้จะทำให้เกิด สิ่งใหม่ๆขึ้นระหว่างกลาง ซึ่งก็เหมือนกับกับเชือที่ไขว้ไปมาทำให้เกิดรูปกากบาท ประมาณนั้น

ลองมาดูเสก็ตกันก่อน











ไม่ใช่และ!!!!

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket
ที่คิดไว้ก็มีอยู่2แบบ คือแบบเย็บเล่มธรรมดา กับ แบบแผ่นพับ ซึ่งต้องลองทำม็อคอัพดูก่อน

บ่น2

FROM FWD MAIL

Do you know the meaning of


ABCDEFG

A Boy Can Do Everything For Girl.

reverse the meaning

GFEDCBA

Girls Forgot Everything Done & Catch a new Boy Again.

That's suck

16 August 2007

ฮึดดดดด 1

หลังจากดิ้นรนจนดับดิ้นมาหลายครั้งหลายหน ทั้งๆที่ระบบsqมันผ่านตั้งนานแล้วแต่ก็ทำอะไรไปก็ไม่รุ๊......
จึงกลับมาตายรังและได้ทดลองทำงาน เป็นการตัดต่อหนัง เรื่อง SAW ธรรมดาของหนังสืบสวน หรือ ฆาตกรรม โดยทั่วไปมักจะมีรูปแบบตามนี้

ปมของเรื่อง --->ดำเนินเรื่อง--->สรุป

ซึ่งผมได้มองกลับกันตามหลักของการผูกเชือกรองเท้าก็จะได้ดังนี้

เฉลย--->ดำเนินเรื่อง--->ทิ้งปม

โดยมีที่มามาจาก
- เฉลย คือ การคลี่คลาย เพราะในเมื่อเรารู้แล้วว่าฆาตกรคือใคร เราจึงรู้สึกผ่อนคลาย เปรียบได้กับการเริ่มผูกเชือกรองเท้า ที่ยังผูกไม่แน่น
- ดำเนินเรื่อง คือ การนำเรื่องราวทั้งหมดนำมาเรียงใหม่ เหมือนการเริ่มรอยเชือกทีล่ะรู เพื่อให้เรื่องราวแน่นขึ้นทำให้เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ2คนนี้มาก่อน
- ทิ้งปม คือ คล้ายกับการกลับมาเล่าเรื่องเริ่มต้นอีกครั้ง เพื่อทำให้เกิดความรู้สึกว่า มันยังไม่จบจริงๆ
ในตัวอย่างจะมีเสียงคนร้อง ซึ่งบอกเป็นนัยๆว่า สรุปมันตายรึป่าวเนี่ยยย

ลองดูตัวอย่างกันเลยยย

บ่น

ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น
ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น
ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น
ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น
ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น
ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น
ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น ดับดิ้น

06 August 2007

ดั้นด้น3

ต่อไปเป็นการทดลองอีกชิ้น ที่ใช้โครงสร้างที่ได้มาทดลองทำ โดยหาจากสิ่งรอบตัวที่หน้าสนใจ โดยได้เลือกเรื่อง เยาวราช กับ พารุหัด นี้ ถ้านึกถึงเยาวราช ก็ต้องนึกถึง คนจีน ถ้าเป็นพาหุรัดก็ต้องนึกถึง คนอินเดีย โดยใช้ข้อมูล ต่างๆทั้ง โดยโฟกัสไปที่ความเหมือนกันนั้นคือแหล่งขายของ คนมีความขยัน อดทน แต่มีอารยะธรรมที่ต่างกัน จึงเกิดความสนใจว่าถ้ารวมกัน โดยอธิบายเป็นภาพ กราฟฟิก ที่สื่อถึงองค์ประกอบที่เด่นของ2สิ่งจะเป็นอย่างไร

ประมาณเห็นแล้วอุทานว่า เอ๊ย..คนจีนนี้เอ๊ะมีแขกด้วย อ๊ะอยู่ในไทยชัวร์

โดยเริ่มจาก

-องค์ประกอบร่างกาย
-การแต่งกาย
-ท่าทาง
-ภาษา
-ศาสนา
-การดำรงชีวิต

เป็นต้น


ซึ่งทั้ง2สิ่งเหล่านี้(คนจีน,คนอินเดีย) นั้นได้มีถิ่นฐานอยู่ที่ ประเทศไทย จึงได้นำคำว่าไทยเข้ามาเป็นตัวเชื่อมระหว่าง องค์ประกอบทั้งหลายของคนจีนและคนอินเดีย โดยมาเป็นโครงนี้
(ไทย(คนจีน)+(คนอินเดีย)) = ????????
ซึ่งเมื่อนำมารวมกัน ตามหลักโครงสร้างที่ได้มาจะกลายเป็นอะไรได้บ้าง

- ภาษาหรือสำเนียงการพูดที่ถูกรวม เช่น ภาษาไทยสำเนียงจีน+ภาษาไทยสำเนียงอินเดีย (สำเนียงจีน ส่วนใหญ่จะออกเสียงเป็นแม่ กง เช่น กิงข้าว) (สำเนียงอินเดียจะออกเสียงไปทางตัวควบกลำ้มากกว่า นั้นคือตัว ล )

ดั้นด้น2

จากที่บอกไปแล้วว่า โครงสร้างนี้คือโครงสร้างที่เกิดจากการรวมของสิ่งที่ตรงกันข้ามแล้วทำให้เกิดการดำเนินไป
จึงได้นึกถึงสิ่งที่มีความตรงกันข้ามแต่แบบว่าต้องอยู่ร่วมกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน และอีกหกลายปัจจัย อะไรประมาณนี้ก็เลยลอง หาสิ่งที่ตรงข้ามเท่าที่นึกได้มาก่อนว่ามีอะไรบ้าง เช่น

- ผู้ชาย ผู้หญิง
-คน สัตว์
-เชื้อชาติ
-หยิน หยาง
-ทหาร ตำรวจ
-เขียว แดง
เป็นต้น

ซึ่งพอได้หาไปเรื่อยๆจึงได้ไปพบกับ วงจรชีวิตที่ สิ่งมีชีวิตมีความแตกต่างกัน จึงลองทำภาพออกมา เพื่ออธิบายให้เห็นชัดขึ้น ยกตัวอย่าง ห่วงโซ่อาหาร ภาพตัวอย่างเฉยๆ


จากภาพ หนอน นก กระต่าย หอยทาก เป็นผู้บริโภคอันดับ 1 แมลง นก สุนัข เหยี่ยว เป็นผู้บริโภคอันดับ 2 นกเป็นทั้งผู้บริโภคอันดับ 1 และ 2 เหยี่ยว สุนัข เป็น ผู้บริโภคอันดับสุดท้าย

จึงได้ลองนำิ่งที่ตรงข้ามกันมาใช้นั้นคือ ลำดัับผู้บริโภค จึงซุ่มสัตว์ออกมาเป็นคู่ๆ เพื่อนำมารวมกัน
เช่น หนอน <--> นก จากข้อมูลที่ได้มายังน้อยไปจึงได้เพิ่มเติมเขามาเพื่อเห็นรูปแบบได้มากขึ้น
โดยเลือกตามหลักห่วงโซ่อาหาร

นก (1a)<--> หนอน(1b)
งู (2b)<--> เหยี่ยว (2a)
สิงโต (3a)<--> คน (3b)

สิ่งที่เกิดตรงกลาง เป็นรวมของสิ่งมีชีวิต 2สายพันธ์ที่อยู่ตรงข้ามห่วงโซ่ เกิดกลายเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่

จากที่แสดงให้เห็นพอจะเป็นแนวทางในการดำเนินงานบ้าง โดยใช้หลักการนี้

คิดต่อ..........

ดั้นด้น

จากการที่ทดลองการเขียนโครงสร้างที่ทำให้ดูไปทำให้เห็นชัดขึ้นมาในสิ่งที่ต้องการอธิบายถึง
การรวมที่ก่อให้เกิดซีเค้น โดยดูได้จากภาพตัวอย่างในหัวข้อที่ผ่านมา จะเห็นว่า ตัวเลขการเคลื่อนที่ของ2เซ็ทนั้นเหมือนกัน แต่แค่เปลี่ยนฝั่งเท่านั้นเอง จากรูปเป็นการแสดงให้เห็นถึงการจับคู่กันของของ2ฝั่ง หลังจากที่ทำแล้วสังเกตูเห็นว่าของ2ฝั่งนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ตรงกันข้าม แล้วเกิดการเชื่อมกันระหว่างกลางไปเรื่อยๆโดยที่การต่อกันไปของมันจะเกิดผลลัพทืขึ้นตรงกลางระหว่างของ2สิ่งที่ผมได้ถอดออกมาอีกที พูดกันง่ายๆ

คือโครงสร้างที่เกิดจากการรวมของสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามแล้วทำให้เกิดการดำเนินไป


โดยจะเน้นไปที่ผลลัพท์ระหว่างของ2สิ่ง แต่ว่าก็ไม่ได้ทิ้งมันไปเสียทีเดียว แค่ให้มีกลิ่นอาย อารมณ์ หรือลักษณะอะไรแฝงอยู่

05 August 2007

อีกครั้งนึง.....

จากการที่ล้มแล้วก็ล้มยังไม่ลุกคลุกคลานมาแสนนานๆๆๆกับไอ้ซีเค้นอันนี้จากคราวที่แล้วที่พยายามหา
เรื่องราวมาใส่แล้วใช้เชือก
มารอยหนังสือเห็นกันจะจะ ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ นั้นคือ ต้องดิ้้นรนครั้งสุดท้าย จึงได้มาพิจารณารวมกันการคุยกะเพื่อนๆ เพื่อให้หลุดจากการคิดแบบเดิมๆ เลยได้ความว่า....
เมื่อผมมองจากรองเท้าที่อยู่นั้น ได้เห็นรูผูกเชือกรองเท้านั้นมีความเหมือนกันแต่ถูกแบ่งออกมาเป็น 2 ฝั่ง
เท่านั้นเอง ซึ่งผมได้แบ่งเป็น2เซ็ท โดยที่ระหว่าง2เซ็ทนี้นั้นเหตุการณ์หรืออะไรบางอย่างที่มีการเชื่อมต่อของ 2 set นี้


ถ้าจะให้เห็นภาพเลยได้ลองแยกระบบการเดินทางของเชือกที่มีผลกับเซ็ททั้ง2 โดยใช้การผูกเชือกแบบเบสิก ธรรมดาๆของคนทั่วไป
ต่อไปนี้คือการผูกแบบธรรมดา(ตัวเลขสีดำคือ รูร้อยรองเท้า)


นี้เป็นภาพรวมการแยก โดยดูเลขของรู2ฝั่ง ดูว่ารอยไปรูนั้นๆได้อะเกิดอะไร(กราฟฟิก)ขึ้น


แยกออกมาอีกทีจะเห็นถึงการที่มี ส่วนนึงของ SET A ได้เข้ามาอยู่ในส่วนของ SET B โดยจะเห็นได้ดังภาพ(ตัวเลขที่เป็นสีนั้น คือ ลำดับการเคลื่อนทีของเชือก จากรูหนึ่งไปรูหนึ่่ง สีแดง คือ SET สีเขียว SET B)ซึ่งจากที่เห็นนั้นระหว่าง 2เซ็ท มีกราฟฟิกทะแยง การไขว้ไปมา เกิดขึ้น
SET A 1a 2b 3a 4b 5a 6b ส่วนSET B ก็จะเป็นไปในทางตรงกันข้าม

จึงสงสัยว่าถ้าร้อยด้วยวิธีอื่น จะมีอะไรเกิดขึ้น(กราฟฟิก)ระหว่าง2เซ็ท โดยมีตัวอย่างให้ดู 2แบบ








จากการที่ได้ทำ ทำให้รู้ว่า ถึงแม้ว่ารูรองเท้าเหมือนกันแต่ถูกแยกออกมาเป็น2เซ็ท หากเราเปลี่ยนลำดับวิธีการรอย ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตรงกลางระหว่าง 2เซ็ท นั้นเอง.....เดี่ยวมาต่ออีกที

30 July 2007

เนื้อหาภายใน การตามหาความสำเร็จ

ได้มาจากหนังสือ The Highest Goal ของไมเคิล เรย์ เนื้อหาภายในเล่มจะเกี่ยวกับวิธีการที่ทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นได้ด้วยตัวเองหลังจากได้อ่านแล้วพบหัวข้อที่หน้าสนใจและดูเข้ากับsqของการผูกเชือก ตามที่ในเนื้อหากล่าวไว้ว่า ในคนคนหนึ่วนั้นมีคุณสมบัติหลายอย่างเกิดขึ้นในสิ่งที่คุฯชอบทำและเกิดขึ้นในสิ่งที่คุณไม่ชอบทำ ซึ่งจริงๆแล้วทั้งสองสิ่งนั้นมันดันมีคุณสมบัติเดียวกัน และด้วยสิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณคิดได้ และจะนำพาคุณไปสู่ความสำเร็จ มาลองดูกันเลยว่ามันนำมาใช้แบบไหน

ไม่ว่าคุณจะใช้ถ้อยคำเตือนใจหลายอย่างในชีวิตประจำวันคุณหรือไม่ คุณก็สามารถเรียนรู้ว่าอะไรที่คุณพบความสำเร็จที่แท้จริงได้แค่สังเกตเรื่องราววิกฤตในชีวิตที่เกี่ยวโยงกับเป้าหมายสูงสุด ฝึกค้นหาความสำเร็จที่แท้จริง เมื่อคุณทำสิ่งที่ชอบหรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเป้าหมายสูงสุด ก็จะรู้ว่าปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างไร

1.เขียนในสิ่งที่ชอบทำมา20อย่าง โดยมีเงื่อนไขต้อง
- เรียบง่าย และ สนุก
- มีความหมายต่อคุณ
- ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ
- เวลาจะผ่านเร็วไปมาก
- เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การรอคอย
- ทำให้คุณรู้สึกสบายใจ
- ไม่ทำให้รู้สึกว่าไปทำอย่างอื่นดีกว่า
- คุณสนุกกับสิ่งนั้น
- คุณรู้สึกว่า ทำแล้วมีประโยชน์ต่อเป้าหมายสูงสุดของตัวเอง

2.เขียนในสิ่งที่ไม่ชอบทำมา20อย่าง โดยไม่เข้าเงื่อนไขในข้อแรก

3.เลือกคำตอบที่อยู่ในตาราง ลงในสิ่งที่คุณชอบทำ จะหลายคำก็ได้ แต่ต้องเป็นสิ่งที่คุณได้รับจากการทำสิ่งที่ชอบ
Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

4.เช่นเดียวกับสิ่งที่คุณไม่ชอบ เลือกคำตอบในตารางที่รู้สึกว่าเป็นคุณสมบัติที่ขาดไป ตอนทำสิ่งที่ไม่ชอบ

5.นับจำนวนครั้งที่คุณสมบัติแต่ละอย่างเกิดขึ้นในตารางของคุณ คุณจะพบว่าคุณสมบัติที่ได้รับจากการทำสิ่งที่ชอบทำ กับคุณสมบัติที่ขาดไปจากการทำสิ่งที่ไม่ชอบคือ อย่างเดียวกัน

6.นอกจากสังเกตจำนวนครั้งในแต่ละความรู้สึกเกิดขึ้นแล้ว จงสังเกตคุณสมบัติที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น พลัง ความคิด สร้างสรรค์ ความกระตือรือร้น ความมีชีวิตชีวา สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ เช่นเดียวกับความสงบ เป็นหนึ่งเดียว ความเรียบง่าย ก็จะอยู่ในอีกกลุ่ม คุณจะพบว่าตัวเองมีคุณสมบัติมากมายอะไรเช่นนี้


คุณสมบัติเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของตัวคุณเอง หากมีเวลา สามารถใช้คำบรรยายแก่นแท้ในตัวคุณหรือวาดภาพที่แสดงถึงความเป็นตัวคุณออกมา เรื่องราวและภาพพวกนี้จะก้าวพ้นมุมมองของคุณสมบัติ ทำให้เกิดโฉมหน้าใหม่ของความสำเร็จที่แท้จริงสำหรับคุณ

ความเป็นไปได้ ในการเป็น Conceptual Book

การทดลองระบบ sq. การผูกรองเท้า โดยการนำเชือกมาเป็นลูกเล่น การไขว้ใช้เนื้อหาเข้ามาทำให้ไขว้กัน และการเลือกคำตอบผ่านรูต่างๆ ซึ่งหน้าแต่ล่ะหน้าก็จะมีคำถาม ที่มีคำตอบให้เลือก อาจจะเป็นคำถามง่ายๆที่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะตอบอย่างไร แล้วแล้วรอยผ่านรูไป เพื่อไปถึงเป้าหมายอีกฝั่งนึง

หน้าแต่ล่ะหน้าจะมีการสลับสีให้ดูเป็นการแบ่งโซน ของทางเลือก ทั้งคำถาม ที่มีอยู่ 2ชุด ตามหูเชือกผูกรองเท้า

ตัวอย่างการเจาะรู เพื่อรอยเชือกแบบคราวๆ

23 July 2007

การผูกปม บทสรุปของSQ(หรอ)

เกิดการสงสัยเกี่ยวกับการผูกปมหลังจากที่รอยเชือกในห่วงจนหมดแล้ว จึงไปค้นหาดูว่ามันมีการผูกปมกี่แบบ โดยทั่วไปแล้วการจะบอกว่ามันมีกี่แบบนั้นยากมากจากการหาขอมูลผมคิดว่ามันขึ้นอยู่ คนผูก สภาวะแวดล้อมของที่นั้นๆ และหน้าที่ของคนนั้นๆ คือการผูกเชือกรองเท้า สำหรับรองเท้าที่ใส่ทำงาน หรือเดินเล่นทั่วไป พวกเรามักไม่ค่อยมีปัญหา เพราะว่า เน้นแค่ความสวยงามเท่านั้น แม้ว่าเวลาเดินไปจะหลุด ออกก็แค่ผูกใหม่แค่นั้นเช่นถ้าเป็นนักกีฬา คงต้องผูกให้เชือกรองเท้าไม่หลุดง่าย


ใช้เทคนิคการเหน็บปลายเชือก ที่เหลือและหูกระต่ายทั้งหมดเข้าไปใต้เชือกรองเท้าส่วนที่ร้อยสานกันไว้ดังรูป

ปมที่ผูกโดยทั่วไปนั้นเรียกว่าการผูกแบบเงื่อนพิรอด
เป็นเงื่อนที่มีประโยชน์มากในชีวิตประจำวันของเรา โดยเฉพาะการต่อปลายเชือก ๒ข้างเข้าด้วยกันด้วยเงื่อนนี้จะแน่นมากแต่ก็แก้ออกได้ง่าย

ประโยชน์

1. ใช้เชือกต่อ ๒ เส้น มีขนาดเท่ากัน และเหนี่ยวเท่ากัน

2. ใช้ผูกปลายเชือกเส้นเดียวกัน เพื่อผูกมัดห่อสิ่งของและวัสดุต่างๆ

3. ใช้ผูกเชือกผูกรองเท้า (ผูกเงื่อนพิรอด กระตุกปลาย ๒ ข้าง)

4. ใช้ในการปฐมพยาบาล เช่น ผูกชายผ้าพันแผล ผูกชายผ้าทำสลิงคล้องคอ ใช้ผูกปลายเชือกกากบาทญี่ปุ่น

5. ใช้ต่อผ้าเพื่อให้ความยาวตามต้องการในกรณีที่ไม่มีเชือก เช่น ต่อผ้าปูที่นอน ใช้ช่วยคนในยามฉุกเฉินเมื่อเวลาเกิดเพลิงไหม้ และใช้ผ้าพันคอลูกเสือต่อกัน เพื่อช่วยคนที่ติดอยู่บนที่สูง และใช้ผูกโบ เป็นต้น


ซึ่งกะจะนำข้อมูลเหล่านี้มาช่วยในการโยงเรื่องราวของการไขว้กันและการบรรจบ.....แต่ตอนนี้นึกไปถึง ปริศนาอักษรไขว้....

ต่อกันกับ เชือกผูกรองเท้า

จากSQการผูกเชือก ทำให้ไปคิดต่อถึงเรื่องการไขว้ไปมาของเชือกผูกรองเท้า ที่เกิดจากเชือกเส้นเดียว เลยคิดถึงเรื่องที่มักจะ ส่วนทาง ขัดแย้ง และไขว้ไปมาเสมอเมื่อมาพบกัน แต่สุดท้ายแล้วมันก็คือเรื่องเดียวกันนั้นเอง เพราะว่าท้ายสุดของเชือกยังไงก็ต้องมาผูกเป็นปมอยู่ดี

การผูกเชือกรองเท้านั้นมีหลายรูปแบบมาก ซึ่งแต่ล่ะรูปแบบส่วนใหญ่นั้นก็ไม่พ้นการไขว้ไปมาของเชือก

แต่ผมเน้นไปที่การผูกแบบทั่วไป ตามรูป



จากการที่ได้ไปคิด พิจารณาแบบมั่วนิ่มปนจริงจัง เลยได้อุตริ คิดว่าเชือก1เส้นนั้นได้ลองแทนเป็น คน1คน
ส่วนหูเชือก แทนเป็น นิสัย สรุปคือเป็นคน2บุคลิก



เขาจึงต้องทางเดินที่แตกต่างกันที่อยู่ภายในคนคนเดียว แต่ว่าเรื่องที่แตกต่างกันของเขาสุดท้ายแล้วก็เป็นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน

10 July 2007

SQ การพับกระดาษ

การพับกระดาษ เวลาเราพับครึ่งนึงพอเราคลี่กระดาษออกมามันก็จะมีสี่เหลี่ยมเพิ่มขึ้น ที่ล่ะ2เท่าไปเรื่อยๆ เหมือนการแตกเซลส์ แต่ว่ามันไม่ได้แตกไปเรื่อยๆเหมือนเซลส์ มันกลับมีจุดสิ้นสุดของมัน จากการทดลอง กระดาษหลายชนิดและหลายขนาดส่วนใหญ่สามารถพับได้เต็มที่แค่6ครั้ง ซึ่งถ้ามากกว่านั้นอาจจะฉีกขาดได้
ตัวอย่างการพับและจำนวนช่อง

1 ครั้ง= 2ช่อง 2=4 3=8 4 =16 5=32 6=64 7=128 ????

สิ่งที่ได้สังเกตเห็นก็คือ การที่มันเพิ่มจำนวนของช่องขึ้นเรื่อยๆแต่ตัวเองกลับมีขนาดเล็กลง ซึ่งสามารถนำหลักการนี้มาใช้ได้ ซึ่งได้คิดไปว่า การที่มันไม่สามารถพับมากว่า6ครั้งได้นั้น ซึ่งเป็นการขัดจังหวะ ถ้าไปมากว่าก็จะขาด เหมือนกับสิ่งที่กำลังพัฒนาและหยุดการเจริญเติบโต...

แล้งยังงัยล่ะ........................

09 July 2007

SQ.การผูกเชือกรองเท้า

การผูกเชือกรองเท้า มีการไขว้ไปไข้วมา จากรูซ้ายขวาสลับไปมา ทำให้เกิดเป็นระบบ ซึ่งก็มรอยู่หลายรูปแบบ สิ่งที่น่าสนใจคือ จะอยู่ระหว่างการผูกเชือกที่รอยไปมาจะเกิดลวดลายระหว่างรู ที่เป็นรูปกากบาท ตามแบบของการผูกเชือกแบบพื้นฐานทั่วไป ซึ่งเดี่ยวนี้มันได้มีการผูกแบบแปลกๆเพิ่มขึ้นมามากมาย ผมจึงสนใจว่า ถ้าหากเราข้ามขั้นตอน การผูกแบบพื้นฐานที่ต้องผูกแบบ 1 --> 2 --> 3 --> 4 มาเป็น 1 --> 4 ---> 7 จะทำให้ระบบนั้นเปลี่ยนไป แต่ก็ทำให้เกิดรูปแบบใหม่ขึ้นด้วย...

ช่วย c0mment ด้วยคร้าบ

02 July 2007

งานsequence V 0.3

หลังจากที่ได้ลองคิดงานsequenceไป2งานแล้ว แต่ว่ามันดูไม่ค่อยจะได้เรื่องซักเท่าไหร่ และมันยังดูยิ่งคิดก็ยิ่งจะเข้าตัวอีกด้วย เลยอยากลองจะทำอะไรง่ายด้วยsequenceที่เข้าใจง่ายๆ ที่คนอื่นดูแล้วสามารถรู้ได้ว่าsequenceคืออะไร....????(คือไรอะ)

งานที่คิดออกมาก็คือ "การขัดจังหวะของระบบของการวาดรูป"

ที่บอกว่าการบ้านนั้นเป็นระบบsequence ก็เพราะ ถ้าเราส่งการบ้านนั้น เราก็จะได้คะแนนใช่ม่ะ หรืออาจจะไม่ต้องโดนทำโทษ
ถ้าส่งครบตลอดก็จะได้เกรดดีๆ อะไรประมาณนั้น แต่ถ้าหากอยู่ๆมีอะไรมาคอยขัดไม่ให้เราสามารถทำการบ้านได้...จะเป็นยังงัย
ก็เลยเกิดเป็นคอนเซปงานชิ้นนี้ขึ้นมา...

นี้หนอวิถีไทย

สร้างวัดขึ้นสูงเทียมฟ้า แต่หานิพพานไม่สร้างโบถส์วิจิตรเพียงใด แต่ใยถึงไม่นิพพาน
กราบไหว้พระอิฐทุกเมื่อ เพราะเชื่อจะมีกุศลแต่ใยชีวิตอับจน บนบานคงยังไม่พอ
ห้อยจุตคามรามเทพ หวังเสพสุขไม่ขัดสนชีวิตนี้คงไม่มีจน ขนเงินไปซื้อจตุคาม
พระพุทธสอนไว้ไม่คิด อย่าติดยึดในวัตถุพระสาวกท่านไม่ทะลุ มุแต่วัตถุมงคล


ขโมยจาก1000ทิพย์.คอม

01 July 2007

งานsequence V 0.1 ล่ม

sequence ที่ผมสนใจตอนนี้คือsequenceของ ระบบดิจิตอลที่มีตัวเลขฐาน2เป็นตัวทำงาน นั้นคือระบบเลข binary numberal หรือที่รู้จักกัน 0 และ 1นั้นเอง

0และ1 เปรียบได้เป็นเหมือนกับ สวิตซ์ปิดและเปิดเท่านั้น ทำให้ระบบsequence ของมันนั้นแทบจะไม่มีการถูก ขัดจังหวะ หรือทำลายลงได้เลย ซึ่งมันเป็นผลทำให้มันไม่สามารถคิดเองได้ หลายคนอาจคิดว่าดิจิตอลเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่จริลๆแล้วมันเป็นสิ่งที่เราสัมผัสในชีวิตประจำวัน เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ วิทยุ โดยมีมนุษย์เป็นตัวเชื่อมทำให้เกิด sequence
เช่น คอมพิวเตอร์ ----> มนุษย์ ----> ความพอใจ เป็นต้น

เลยคิดว่าถ้าหากอุปกรณ์ดิจิตอลมันคิดเองได้ล่ะ ลองใส่ตัวขัดจังหวะเข้าไปในระบบ มันจะมีผลกะมนุษย์หรืออย่างอื่น อย่างไร ในรูปแบบแปลกๆบ้าง เท่าที่ลองคิดอยู่ก็ อาจจะทำเป็นโปรแกรม ที่โต้ตอบ แต่ไม่ตอบสนองกะความคิดของมนุษย์อะไรประมาณนั้น(ยากฟระ)

งานsequence V 0.2 ล่ม

"ถ้าคุณทำแบบนี้กับสิ่งหนึ่งมันก็ย่อมมีผลกับสิ่งหนึ่ง สิ่งน้อยนิดอาจทำให้เกิดสิ่งที่เสียหายมหาสารได้" นั้นเป็นคำอธิบายแบบคราวๆปนมั่ว ของ ทฤษฎีผีเสื้อกระพือปีก ซึ่งเป็นโปรเจคที่คิดไว้แล้วดูน่าสนใจ จากนิยามข้างบนที่สื่อถึงระบบsequenceแล้ว ผมได้คิดถึง สภาวะโลกเราตอนนนี้ ว่าที่มันแล้วรายก็เพราะว่าเกิดจากมนุษย์ ว่าแค่คนคนเดียวก็ก่อให้เกิดสงครามทั้งโลกได้ สงครามสามารถทำหลายทุกสิ่งได้ เป็นทอดๆ ตามลำดับ ก้เลยนึกถึงตัวโดมิโน จึงคิดจะเอามาใช้ในงานด้วย คาดว่าไม่ทำเป็นflashกะน่าจะเป็นtime base media......

17 June 2007

วิจัย Pan's Labyrinth



Pan's Labyrinth เป็นหนึ่งในหนังหลายเรื่องที่ดูแล้วรู้สึกคุ้มค่ากับการที่เราเสียเวลาโหลดมากๆ ชอบในแง่ของหนังที่สื่อออกมาว่า "โลกแห่งความเป็นจริง นั้นมันโหดร้าย ไม่ได้สวยสดงดงามเสมอไป" ในหนังมีตัวละครที่สำคัญอยู่2ตัว คือ กัปตัน บีดาล ชายจอมเผด็จการผู้เคร่งในกฎระเบียบที่เข้มงวดและเลือดเย็น ทำทุกอย่างเพื่อปราบกลุ่มกบฎฟรานซิส ตัวละละครอีกคนคือ โอฟีเรีย เด็กสาว ผู้อยู่ในโลกแห่งจินตนาการ พยายามหลีกหนีโลกความเป็นจริง และทุกอย่างเพื่อไปในที่ที่ตนเองฝัน

นัยยะสำคัญของหนังเรื่องนี้ คือ ระบบsequenceของตัวละคร2ตัว ที่คล้ายๆกันนั้นคือ ทั้ง2ฝ่ายต้องการที่จะสร้างโลกของตัวเองขึ้นมา โดยที่ของกัปตันบีดาลผู้นำเผด็จการต้องการโลกที่เป็นคอมมิวนิสต์ เขาไม่แยแสต่อคนอื่น และ ศัตรูของเขา ซึ่งตัวกัปตันนั้นจะเป็น link ของระบบเผด็จการ(sequence)โดยที่กัปตันบีดาล นั้นยังเป็นลิงค์ที่ไม่สมบูรณ์ในตัวเอง เพราะการกระทำที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง เขาจึงต้องมีลูกน้อง คอยบงการซึ่งตกอยู่ใต้ความเข้มงวดของกฎระเบียบของเขา ผลลัพธ์จากความเข้มงวดและการกระทำอันโหดเหี้ยม ทำให้เกิดกลุ่มกบฎ พวกที่แสวงหาประชาธิปไตย(Interrupt) สะกัดกั้น ความทะเยอทะยานของระบบเผด็จการ แต่เขาก็ยังมีความฝันของเขาว่าลูกชาย ของเขาที่เกิดจากแม่ของโอฟีเรีย จะมาสานต่อเพื่อให้ระบบสมบูรณ์ แต่ก็...



มาที่โอฟีเรีย เด็กสาวที่เพ้อฝัน ต้องการไปสู่โลกใต้ภิพบที่เธอหวังไว้ โดยมีฟอน ปีศาจครึ่งคนครึ่งแพะเป็นผู้บงการ(sequence) คอยสั่งให้โอฟีเรียทำภาระกิจ(link)เพื่อให้เธอกลับไปเป็นเจ้าหญิงในโลกนั้น ซึ่งตัวของฟอนเองนั้นก็เปรียบได้กับ กัปบีดาล ส่วนโอฟีเรียก็เหมือนกับลูกน้อง ที่ต้องรับคำสั่งแล้วต้องทำให้ได้ เพื่อให้ได้มาในสิ่งนั้นๆ อีกนัยนึงคือฟอนอยากให้โอฟีเรียยังคงอยู่ในระบบsequence แต่ว่าความสบายนั้นไม่อยู่ในโลก เพราะเธอต้องผจญกับอัตรายจากสัตว์ประหลาดอันตรายเกินเด็กคนนึงจะรับไหว(Interrupt) แต่ว่าเธอก้ผ่านพ้นมากลับมาอยู่ในระบบได้ ถึงแม้ว่าเธอจะต้องพบจุดจบจากเผด็จการตัวจริง



หนังสอดแทรกเรื่องราวของการเมืองทั้งฝ่ายเผด็จการและประชาธิปไตย ทั้งของกัปตันบีดาลและโอฟีเรีย โดยแสดงออกมาในรูปแบบของการสูญเสียแต่มันก็เป็นสิ่งที่เป็นจริงในทุกวันนี้ นั้นคือ การที่ทุกคนพยายามทำทุกอย่างเพื่อประชาธิปไตย(ของคนนั้นๆ)โดยที่ตัวเองไม่รู้เลยว่าประชาธิปไตยคืออะไร
...แล้วมันคืออะไรล่ะ

นี้ก็เป็นแนวคิดของกนังเรื่องนี้ที่ผมได้นำระบบsequenceเข้ามาประกอบความเข้าใจในแบบของผมเอง

ตับเด็ก??

ยังคงเวียนว่ายตายเกิดกับคำว่าsequenceอีกครั้ง ครั้งไม่ใช้sequenceอย่างเดียวแต่มันพาเพื่อนมาด้วยคือ "ซีอุย" หลายคนอาจจะน้ำลายไหลเมื่อได้ยินชื่อนี้ และมันมาเกี่ยวกะsequenceอะไรตรงไหนกัน อธิบายหน่อยๆๆ

ผมว่าจุดที่ sequence กับ ซีอุย มีเหมือนกันนั้น คือ ความต่อเนื่อง หมายถึงเขาคือ ฆาตกรต่อเนื่องนั้นเอง ระบบของ ซีอุยนั้นมาจากที่เขาคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะอยู่ยงคงกระพัน แข็งแรง จะได้ไม่ถูกชาวไทยย้ำยี หลังจากที่เขา ใช้หมองนั่งสมาธิ ชั่วครู่ คำของปรมจารย์เซียงเพียวอิ๊วได้ลอยมา "ยามไลที่เจ้าอ่องล้าเจ้าต้องกิงตับเด็ก" ..... ซีอุยไม่รอช้าหลังจากที่รู้จุดมุ่งหมายของระบบsequenceของเขาแล้ว

เขาดักรอเด็กคนนึงในพุ่มไม้ โดยมีตัวเชื่อมเพื่อให้จุดหมายของเขาสำเร็จ นั้นคือ มีด เขากระโดดออกจากพุ่มไม้ลงมือทำร้ายเด็กคนนั้นทันที ซีอุยทำสำเร็จ แต่ว่า ผลังของเขายังมีไม่พอ เขาจึงต้องฆ่าเด็กต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยอาศัยปัจจัยอื่นๆเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย
แต่ว่าเป้าหมายเขาไม่สำเร็จ ระบบsequenceได้ถูกขัดจังหวะ(Interrupt)ทำให้เขาถูกจับเข้าคุกรอวันประหาร ระบบsequenceของซีอุยเลยล่ม

นี้ก็เป็นอีกตัวอย่างนึงของระบบsequenceที่คิดได้สดๆร้อนๆ ขำขำน่ะ

ซีเค้ง (Sequence)




ซี-คะ-เว็นซ์ (โปรดอ่านให้เร็วกว่า 0.0001 วินาที )หรือ "ซีเค้ง" ที่เอ่ยมาจากปากของอาม่า เป็นการบ้านที่ได้รับให้มาหาความหมายของคำคำนี้ คำว่า Sequence หลายครั้งเคยได้ยินมาแต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรนัก เท่าที่รู้ความหมาย ก็แค่ ความต่อเนื่องของอะไรซักอย่าง เท่านั้น แต่ว่าในเมื่อคำคำนี้มันได้ถูกแปรรูปให้เป็น การบ้าน แล้ว เราจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจให้มันถึงกึ๋นมากกว่านี้
จากการที่ลองขั้นประถมภูมิ โดยการเปิดdict.สมัย KING-HAO ที่10 เพื่อเจาะลึกถึงรายละเอียด ได้กล่าวไว้ว่า

: Sequence(ซี-คเว็นซ์) n.ตอนหนึ่งหรือฉากหนึ่งของหนัง,การลำดับเหตุการณ์,การต่อเนื่องกัน,ตอนที่ต่อเนื่องกัน

อืมมมมมมม พอนั่งคิดๆดูแล้ว มันก็คล้ายกับการดูละครเป็นตอนหรอออ มันง่ายไปหรือป่าว เราอาจจะไม่แน่ใจ จึงได้นั่งเทียนคิดไปอีกว่า เราจะแทนการ Sequence ด้วยการต่อเลโก้ โดยที่ตัวSequenceนั้นเอง เป็นเหมือนสิ่งที่เราอยากจะต่อเลโก้ให้มันเป็นตัวอะไรคล้ายๆกับมันเป็น theme และตัวต่อเลโก้เป็นบันได หรือ link ที่การต่อแต่ล่ะตัว ต้องผ่านกระบวนการคิด ว่าจะต่อยังไง แบบไหน การคิดแบบเป็นขั้นตอนว่าเราควรจะต่อส่วนไหนก่อน สีไหนก่อน รวมถึงการหารวบรวมชิ้นส่วนที่ต้องการ เพื่อให้เหมือนกับ theme ที่เราหวังไว้

หลังจากที่เรียนไปแล้วรอบนึง คำว่าSequenceนั้นมันก้มี อิทธิพล มากมายน่ะ มันมีอยู่ทุกๆที่ ถ้าเราลองสังเกต มันจะเป็นระบบSequenceที่เราเข้าใจเพียงคนเดียวก่อน หลังจากนั้น ก็คอยสังเกต และหาข้อมูล ว่ามันมีปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดระบบของSequenceนี้ๆ นี้ก้เป็นนิยามของคำว่า Sequence ของผม


ป.ล. ไมมันไม่ย่อหน้าฟะ

10 June 2007

MY BEST WORK



TITLE : THE SADEST

การนำเสนอเรื่องราวถึงความทุกข์ระทมของบุคคลที่ได้สูญเสียคนรักหรือสิ่งของที่รัก โดยผ่านการแสดงเรื่องราวในลักษณะภาพที่บอกถึงสภาวะจิตใจในแบบต่างๆ การวนเวียน และการขับเคลื่อนจิตใจไปสู่ความเหงา ภาพจะสื่อในลักษณะคล้ายคนที่ผิดหวัง คนที่หาทางออกไม่เจอ ภายในจิตใจที่มีความคิดเข้ามาต่างๆนานาไม่รู้จบ คล้ายกับการเดินทางที่ไม่มีจุดมุ่งหมายแสดงออกไปในรูปแบบการเคลื่อนที่แบบคนเหม่อลอย ผ่านทางบรรยากาศต่างๆ รวมทั้งบทเพลงที่คอยตอกย้ำความเศร้าครั้งนี้

MY WORKs 2



TITLE : RETRO GAME BOOK

เกมส์นั้นเป็นเหมือนนาฬิกาบอกช่วงเวลาแห่งยุค สะท้ือนถึงเทคโนโลยี ความทันสมัยและความรู้สึกของช่วงนั้นๆ จึงได้เลือกเกมส์กดซึ่งเป็นเกมส์ที่สื่อถึงอดีตได้เป็นอย่างดีเหมาะสมกับคำว่า RETRO
จึงได้จัดทำเป็นหนังสือเพื่อระลึกถึงความทรงจำในอดีตที่ได้เคยสัมผัส อารมณ์ความสนุกสนาน พร้อมทั้งให้ความรู้ คู่ความดี ของเกมส์เครื่องต่างๆ อีกด้วยน่ะ